ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไถหน้าจอไปแพลตฟอร์มไหน ก็หนีไม่พ้นคอนเทนต์อวดความน่ารักของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็น ลูกดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้แต่ลูกเพื่อนในโซเชียลที่เพิ่งหัดเดินเตาะแตะ ในมุมพ่อแม่อาจมองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะใคร ๆ ก็อยากจะเก็บภาพโมเมนต์ความน่ารักของลูก ๆ ไว้ แต่อย่าลืมว่าในโลกโซเชียล ผู้คนอาจไม่ได้มองลูกคุณด้วยความเอ็นดูอย่างที่คุณมอง เมื่อ Digital Footprint ของลูก ถูกสร้างขึ้นก่อนที่เขาจะผูกเชือกรองเท้าเป็น สำหรับคนเป็นพ่อแม่แล้ว เวลาเห็นลูกทำท่าทางน่ารัก ๆ หรือมีพัฒนาการใหม่ ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายเก็บไว้เป็นความทรงจำ หรืออยากแชร์โมเมนต์เหล่านั้นให้เพื่อน ๆ ในโลกออนไลน์ได้เห็น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เรียกกันว่า “แชร์เรนติง” (Sharenting) ซึ่งเกิดจากการผสมคำระหว่าง Share (การแบ่งปัน) และ Parenting (การเลี้ยงลูก) กลายเป็นคำนิยามที่ใช้เรียกพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกให้โลกรู้ หรือพฤติกรรมที่ถ่ายรูป วิดีโอ ข้อมูลของลูกผ่านโซเชียลมีเดีย ที่พ่อแม่อาจไม่ตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่ตามมา จนเปิดเผยหรือแชร์เรื่องราวของลูกที่มากจนเกินไป เรียกได้ว่าแทบจะทุกฝีเก้าทุกกิจกรรมที่ลูกทำ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน ถูกโพสต์เป็นสาธารณะ ทั้งหมด เมื่อข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่โลกออนไลน์ มันก็จะกลายเป็น Digital Footprint ที่เราไม่มีทางรู้เลยว่า ข้อมูลพิกัด…
The post Sharenting ความเสี่ยงและสิทธิเด็ก เมื่อลูกกลายเป็นคอนเทนต์ของพ่อแม่ appeared first on BT beartai.
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไถหน้าจอไปแพลตฟอร์มไหน ก็หนีไม่พ้นคอนเทนต์อวดความน่ารักของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็น ลูกดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้แต่ลูกเพื่อนในโซเชียลที่เพิ่งหัดเดินเตาะแตะ ในมุมพ่อแม่อาจมองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะใคร ๆ ก็อยากจะเก็บภาพโมเมนต์ความน่ารักของลูก ๆ ไว้ แต่อย่าลืมว่าในโลกโซเชียล ผู้คนอาจไม่ได้มองลูกคุณด้วยความเอ็นดูอย่างที่คุณมอง
เมื่อ Digital Footprint ของลูก ถูกสร้างขึ้นก่อนที่เขาจะผูกเชือกรองเท้าเป็น
สำหรับคนเป็นพ่อแม่แล้ว เวลาเห็นลูกทำท่าทางน่ารัก ๆ หรือมีพัฒนาการใหม่ ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายเก็บไว้เป็นความทรงจำ หรืออยากแชร์โมเมนต์เหล่านั้นให้เพื่อน ๆ ในโลกออนไลน์ได้เห็น
ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เรียกกันว่า “แชร์เรนติง” (Sharenting) ซึ่งเกิดจากการผสมคำระหว่าง Share (การแบ่งปัน) และ Parenting (การเลี้ยงลูก) กลายเป็นคำนิยามที่ใช้เรียกพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกให้โลกรู้ หรือพฤติกรรมที่ถ่ายรูป วิดีโอ ข้อมูลของลูกผ่านโซเชียลมีเดีย ที่พ่อแม่อาจไม่ตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่ตามมา จนเปิดเผยหรือแชร์เรื่องราวของลูกที่มากจนเกินไป
เรียกได้ว่าแทบจะทุกฝีเก้าทุกกิจกรรมที่ลูกทำ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน ถูกโพสต์เป็นสาธารณะ ทั้งหมด เมื่อข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่โลกออนไลน์ มันก็จะกลายเป็น Digital Footprint ที่เราไม่มีทางรู้เลยว่า ข้อมูลพิกัด หรือหน้าตาของลูกเราจะไปโผล่ที่ไหนบ้าง
เรารู้ โลกรู้ มิจฉาชีพก็รู้
แล้วยิ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีมีการพัฒนาของ AI ไปไกลมากขึ้น เพียงแค่เจนภาพจากพรอมต์เดียวก็สร้างภาพได้ง่าย ๆ หรือทำ Deepfake สวมรอยเป็นลูกของคุณ เพื่อนำไปสร้างความเสียหายอื่น ๆ ได้อีกมาก
ซึ่งล่าสุด โฆษณารณรงค์จากประเทศไอร์แลนด์ที่กำลังเป็นไวรัลในขณะนี้ กับแคมเปญที่มีชื่อว่า “Pause before you post” (หยุดคิด ก่อนโพสต์)
ซึ่งสะท้อนความน่ากลัวของ Sharenting ได้อย่างชัดเจน โฆษณาชิ้นนี้ตอกย้ำว่า การที่เราเปิดเผยเรื่องราวของลูกมากเกินไป เราไม่มีทางคัดกรองได้เลยว่า ใครบ้างที่หวังดีกับลูกเราจริง ๆ และใครบ้างที่จ้องจะใช้ประโยชน์จากความไร้เดียงสานั้น
ผลกระทบจากการแชร์ข้อมูลของลูกในโลกออนไลน์
ไม่ใช่แค่เรื่อง Digital Footprint เท่านั้น ที่พ่อแม่ควรตระหนักรู้และให้ความสำคัญ แต่การโพสต์รูปลูกลงโซเชียลมีเดียนั้น ยังมีผลกระทบด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดผลร้ายมากกว่าแค่ลงรูป
พวกใคร่เด็กในโลกออนไลน์ : ภาพ หรือวิดีโอ แม้บางคนจะแชร์ลงในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองก็จริง แต่เมื่อรูปถูกโพสต์ไปแล้ว ใครที่เห็นก็สามารถเซฟหรือแชร์ต่อได้เสมอ ซึ่งเสี่ยงมากที่ภาพเหล่านั้นจะหลุดไปถึงมือผู้ที่มีรสนิยมใคร่เด็ก หรือเอารูปไปใช้ในทางที่ผิด
เรื่องของสิทธิและความยินยอม : ภาพน่ารัก ๆ ที่เราแชร์ด้วยความเอ็นดู อาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของลูกโดยไม่เจตนา เพราะเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ และไม่สามารถให้ความยินยอมได้ว่าเขาต้องการให้รูปของตัวเองไปปรากฏอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตหรือไม่
เสี่ยงต่อการถูกลักพาตัว : ความคุ้นชินในการ “เช็กอิน” สถานที่ต่าง ๆ แบบ Real-time ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน หรือสถานที่ท่องเที่ยว อาจกลายเป็นการชี้เป้าให้ผู้ไม่หวังดีหรือมิจฉาชีพรู้ความเคลื่อนไหวและเข้าถึงตัวเด็กได้ง่ายขึ้น
ลดความเสี่ยงอันตรายจาก Sharenting
แม้ความเสี่ยงจะมีมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะต้องเลิกโพสต์รูปลูกไปเลยเสียทีเดียว เพียงแต่เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น เพื่อให้พื้นที่ออนไลน์ยังเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำที่ดี โดยไม่ทำร้ายลูกในอนาคต
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เปลี่ยนการตั้งค่าโพสต์จาก สาธารณะ เลือกเฉพาะกลุ่มเพื่อนคนสนิทเท่านั้น เพื่อจำกัดวงคนดูให้อยู่ในกลุ่มที่ไว้ใจได้
หลีกเลี่ยงข้อมูลสำคัญ อย่างชื่อจริง-นามสกุล ป้ายชื่อบนเสื้อนักเรียน ตราสัญลักษณ์โรงเรียน หรือจุดสังเกตสำคัญบริเวณบ้าน เพื่อป้องกันการถูกตามรอยจากผู้ไม่หวังดี
ไม่เช็กอิน Real-time หลีกเลี่ยงการเช็กอินสถานที่ที่ลูกไปเป็นประจำ เช่น โรงเรียน โรงเรียนสอนพิเศษ หรือสนามเด็กเล่นแถวบ้าน หรือหากต้องการเช็กอินจริง ๆ ให้โพสต์หลังจากที่กลับมาแล้ว
ระวังภาพล่อแหลม เลี่ยงภาพวาบหวิว เช่น ตอนอาบน้ำ หรือไม่สวมเสื้อผ้า เพราะเสี่ยงมากที่จะถูกนำภาพไปใช้ในทางที่ไม่ดี แม้จะเป็นเด็กก็ตาม
ใช้สติกเกอร์ หรือมุมกล้องช่วย การถ่ายจากด้านหลัง ด้านข้าง หรือการใช้สติกเกอร์น่ารัก ๆ ปิดบังใบหน้า ก็เป็นวิธีที่ช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวได้ดี
ถามความสมัครใจ หากลูกเริ่มโตพอที่จะสื่อสารได้ ควรขออนุญาตลูกทุกครั้งก่อนโพสต์ เพื่อปลูกฝังเรื่องสิทธิส่วนบุคคล และทำให้เขารู้สึกว่าพ่อแม่เคารพในตัวเขา
ในวันที่ลูกยังเล็ก เขาอาจไม่มีสิทธิเลือกหรือปฏิเสธกล้องที่ส่องมา แต่ในวันที่เขาโตขึ้น Digital Footprint ที่เราสร้างไว้อาจละเมิดสิทธิของลูกโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การแชร์และโพสต์อย่างมีสติ จึงไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่คือการเคารพใน “สิทธิมนุษยชน” ขั้นพื้นฐานของลูกด้วยเช่นกัน
The post Sharenting ความเสี่ยงและสิทธิเด็ก เมื่อลูกกลายเป็นคอนเทนต์ของพ่อแม่ appeared first on BT beartai.
Credit ข่าวจาก : www.beartai.com/
