งาน CP Sustainability Synergy Forum 2025 ดร. ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ และประธานคณะผู้บริหารยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้ฉายภาพใหญ่ทิศทางของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเน้นย้ำว่าหมดยุคของการทำเอกสารรายงานความยั่งยืนแบบเดิม ๆ แต่ต้องเปลี่ยนเป็น ‘Center of Excellence’ ที่เน้นการลงมือทำจริง และต้องวัดผลเป็นตัวเงินได้ ดร. ธีระพลได้ให้ข้อมูลว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ปัจจุบันได้ร่วมงานกับบริษัทแนวหน้าต่าง ๆ มากกว่า 22 ประเทศ และมองว่ามิติสถาพแวดล้อม และสังคมต่าง ๆ นั้นเข้าใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น ฉะนั้นการวางแผนเพื่อป้องกันปัจจัยที่มีผลต่อการทำธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องต้นน้ำอย่างความยั่งยืน โดยได้ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงที่ธุรกิจกำลังเผชิญมีอะไรบ้าง แบ่งเป็นประเด็นดังต่อไปนี้ ดร. ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ฉายภาพทิศทางใหม่ของเครือเจริญโภคภัณฑ์โดยยึดหลัก ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ เป็นรากฐานสำคัญในการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจท่ามกลางความท้าทายระดับโลก พร้อมประกาศ 3 เป้าหมายใหญ่ที่ต้องทำให้สำเร็จ ได้แก่ 1. Climate Resilience : มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral)…
The post สรุปงาน CP Sustainability Synergy Forum 2025 อัปเดตแนวทางความก้าวหน้าเรื่องความยั่งยืน appeared first on BT beartai.
งาน CP Sustainability Synergy Forum 2025 ดร. ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ และประธานคณะผู้บริหารยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้ฉายภาพใหญ่ทิศทางของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเน้นย้ำว่าหมดยุคของการทำเอกสารรายงานความยั่งยืนแบบเดิม ๆ แต่ต้องเปลี่ยนเป็น ‘Center of Excellence’ ที่เน้นการลงมือทำจริง และต้องวัดผลเป็นตัวเงินได้
ดร. ธีระพลได้ให้ข้อมูลว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ปัจจุบันได้ร่วมงานกับบริษัทแนวหน้าต่าง ๆ มากกว่า 22 ประเทศ และมองว่ามิติสถาพแวดล้อม และสังคมต่าง ๆ นั้นเข้าใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น ฉะนั้นการวางแผนเพื่อป้องกันปัจจัยที่มีผลต่อการทำธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องต้นน้ำอย่างความยั่งยืน โดยได้ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงที่ธุรกิจกำลังเผชิญมีอะไรบ้าง แบ่งเป็นประเด็นดังต่อไปนี้
Climate Change & Productivity : อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น 1.47 องศาเซลเซียส ไม่ใช่แค่เรื่องโลกร้อน แต่กระทบผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง เช่น ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้หรือภัยแล้ง ซึ่งส่งผลต่อ Supply Chain อาหาร
Energy Transition ในยุค AI : การก้าวเข้าสู่ยุค AI ทำให้ความต้องการใช้พลังงานพุ่งสูงขึ้นถึง 50% ซึ่งจากเฉลี่ยค่าไฟของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่สูงถึง 50,000 ล้านบาทต่อปีอยู่แล้ว การจัดการพลังงานจึงไม่ใช่แค่รักษ์โลก แต่คือการ ‘ลดต้นทุน’ ด้วย
Cyber Security : เมื่อพูดถึงยุคของ AI ความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของโลกยุคนี้คือ เมื่อข้อมูลลูกค้าคือสินทรัพย์ การถูกโจมตีทางไซเบอร์หรือข้อมูลรั่วไหล จึงมีมูลค่าความเสียหายมหาศาล
ดร. ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ฉายภาพทิศทางใหม่ของเครือเจริญโภคภัณฑ์โดยยึดหลัก ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ เป็นรากฐานสำคัญในการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจท่ามกลางความท้าทายระดับโลก พร้อมประกาศ 3 เป้าหมายใหญ่ที่ต้องทำให้สำเร็จ ได้แก่
1. Climate Resilience : มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2030 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050
2. Circular Economy : สู่เป้าหมายขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ภายในปี 2030
3. Education Inequality : ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เข้าถึงคน 50 ล้านคน
เพื่อให้เป้าหมายเหล่านี้เป็นจริง เครือเจริญโภคภัณฑ์เน้นย้ำกลยุทธ์ ‘Product Sustain’ เปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็นโมเดลธุรกิจที่จับต้องได้และสร้างรายได้จริง (Commercialization) ไม่ใช่เพียงแค่ CSR โดยใช้เครื่องมืออย่าง Green Finance เพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ย, การสร้าง Carbon Credit ให้เป็นสินค้าทำเงินตามโมเดลของ CPP และ BKP รวมถึงการสร้าง Brand Premium จากฉลากความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเปลี่ยน DNA องค์กรสู่ความเป็น ‘Tech Company’ อย่างเต็มรูปแบบ โดยเปรียบเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Tesla ที่มูลค่าธุรกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซีพีจึงต้องเร่งนำ Agri-Tech, AI และ IoT มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ และทำ Data Monetization เพื่อสร้างมูลค่าจากข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ในมือ
กลไกขับเคลื่อนใหม่ : Center of Excellence
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือการขยับสถานะจาก ‘นักทำรายงาน’ สู่ ‘นักปฏิบัติ’ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการจัดการ Scope 3 (โซ่อุปทาน) ที่สูงถึง 90% ซึ่งซีพีทำคนเดียวไม่ได้ จึงได้จัดตั้ง ‘Sustainability Center of Excellence’ ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางเพื่อทลายกำแพงการทำงานแบบไซโล (Silo) โดยดึงผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามารับรู้และขับเคลื่อนร่วมกันผ่าน Governance Model ที่ชัดเจนและมี Incentives จูงใจ โดยใช้กลยุทธ์ ‘ทีมตัวคูณ’ แบ่งเป็น
Internal Service : ให้บริษัทลูกที่มีความพร้อม (เช่น True, CP ALL) เป็นพี่เลี้ยงช่วยบริษัทน้องใหม่
External Service & Certification : ยกระดับคู่ค้าให้ผ่านมาตรฐาน โดยซีพีจะทำหน้าที่รับรอง เพื่อดึงทุกคนในห่วงโซ่อุปทานให้เติบโตไปด้วยกัน
ปี 2025 จึงเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเครือเจริญโภคภัณฑ์ จากการตั้งรับสู่เชิงรุก โดยใช้ Center of Excellence เป็นกลไกหลักในการผสานเทคโนโลยี ข้อมูล และคน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมายความยั่งยืนทั้ง 3 ด้าน พร้อมขยายผลความสำเร็จจากประเทศไทยสู่เครือข่ายธุรกิจใน 22 ประเทศทั่วโลก
เซสชัน : CP Sustainable Center of Excellence
พูดถึง ‘Center of Excellence’ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องการจัดการบริหารภายในองก์กร โดยในงานเราได้อัปเดตความรู้เรื่องนี้จากคุณสมเจตนา ภาสกานนท์ ถึงวิสัยทัศน์ความยั่งยืนสู่การปั้น ‘Center of Excellence’ ระดับโลก
กว่า 10 ปีที่องค์กรขับเคลื่อนความยั่งยืนภายใต้แนวคิด ‘Heart, Health, Home’ จนสร้างรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง วันนี้ก้าวสู่ทศวรรษใหม่ด้วยวิสัยทัศน์ที่เข้มข้นยิ่งขึ้นตามแนวทางของคุณธีระพล โดยเปลี่ยนจากยุคเริ่มต้นที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้เป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจ (2016) สู่เป้าหมายใหญ่ปี 2021-2030 ที่ต้อง ‘Lead the Change’ หรือเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ ไม่ใช่แค่ผู้ปฏิบัติตาม
เพื่อบรรลุเป้าหมาย องค์กรปักธงมุ่งสู่การเป็น ‘Center of Excellence’ ขยายขอบเขตการดูแลจากบริษัทในเครือสู่คู่ค้าและ Supply Chain ทั้งระบบ ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างงาน 6 ด้านหลัก
Commitment เป้าหมาย
Assess กระประเมินความเสี่ยง โอกาส
Define กำหนดเป้าหมาย และกลยุทธ์ต่าง ๆ
Implement ลงมือปฏิบัติ
Measure ติดตาม วัดผล
Communicate การสื่อสาร
ทั้งยังเน้น Digital Platform & Enabler โดยนำ AI และเทคโนโลยีมาเปลี่ยนการทำรายงาน (Reporting) ให้เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
ความสำเร็จนี้สะท้อนผ่านเวทีโลก โดย TRUE คว้าที่ 1 ของโลกในอุตสาหกรรม (95 คะแนน) ในขณะที่ CPF และ CP ALL ติด Top 3 อย่างต่อเนื่อง (DJSI/S&P Global) ผลลัพธ์เหล่านี้คือแรงส่งสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งองค์กรไม่ได้มองเป็นเพียงกฎระเบียบ แต่คือ ‘โอกาสทางธุรกิจ’ ที่จะใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มขยายผลสู่ Supplier นับพันรายทั่วโลก เพื่อสร้าง Impact ที่แท้จริง
Corporate Governace : ถอดบทเรียน ‘น้ำท่วม’ สู่ ‘วิกฤตองค์กร’ เมื่อธรรมาภิบาลไม่ใช่แค่กฎระเบียบ แต่คือทางรอดสู่ความยั่งยืน
จากวิกฤตธรรมชาติสู่วิกฤตการจัดการในการบรรยายหัวข้อ Corporate Governance (CG) และ Sustainability คุณรงค์รุจา สายเชื้อ ได้หยิบยกกรณีศึกษา ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ มาเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างน่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ฝนตกจะเป็นปัจจัยทางธรรมชาติ แต่การที่น้ำท่วมขังสร้างความเสียหายมหาศาลนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของ ‘การบริหารจัดการ’ เพราะทุกคนทราบดีถึงความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ แต่กลับขาดการวางแผนรับมือ ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำซาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการกำกับดูแล ไม่ใช่เพียงแค่ภัยพิบัติ
‘น้ำท่วมองค์กร’ คืออะไร ? เมื่อมองกลับมาที่ภาคธุรกิจนิยามของ ‘น้ำท่วมในองค์กร’ ไม่ได้หมายถึงมวลน้ำ แต่หมายถึงปัญหาภายในและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน ความขัดแย้งทางการเมืองในออฟฟิศ ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง รวมถึงเรื่องใหญ่อย่างการทุจริต สิ่งเหล่านี้คือมวลน้ำที่กัดเซาะความมั่นคงของบริษัท ซึ่งหากผู้บริหารปล่อยปละละเลย ไม่มีการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ที่ดี องค์กรก็จะจมอยู่ใต้วิกฤตในที่สุด
การมีธรรมาภิบาลไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหรือเป็นเพียงเอกสารบนหิ้ง แต่คือกลไกสำคัญในการสร้างความยั่งยืน โดยต้องประกอบด้วย 4 เสาหลักสำคัญเพื่อป้องกัน ‘น้ำท่วมองค์กร’
กติกาที่ชัดเจน (Clear Policy) : การสร้างภาษาเดียวกันในองค์กร นโยบายต้องเคลียร์ ไม่คลุมเครือ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจทิศทางเดียวกัน
โครงสร้างที่ตรวจสอบได้ (Clear Structure) : ต้องระบุชัดเจนว่าใครทำอะไร รับผิดชอบเรื่องไหน และต้องรายงานใคร เพื่อลดความซ้ำซ้อนและปิดช่องโหว่การทุจริต หากเห็นสิ่งผิดปกติ ต้องกล้าที่จะยกมือคัดค้าน (Raise concerns)
เครื่องมือที่ใช้งานได้จริง (Effective Tools) : มีคู่มือ (Guideline), เช็กลิสต์ (Checklist) หรือระบบ E-learning ที่พนักงานสามารถหยิบมาใช้ได้ทันที ไม่ใช่แค่ทฤษฎี
เครือข่ายผู้นำ (Network/Champions) : กฎระเบียบจะไร้ความหมายหากขาดคนนำไปใช้ หัวใจสำคัญคือตัวแทนจากแต่ละหน่วยงาน (BU Champions) ที่ต้องมีความเข้าใจทั้งภาษากฎระเบียบและภาษาคนทำงาน เพื่อแปลนโยบายลงสู่การปฏิบัติจริง
ท้ายที่สุด ธรรมาภิบาลไม่ใช่เพียงแค่การมีกฎระเบียบ แต่คือการสร้าง ‘วัฒนธรรมองค์กร’ ที่ฝังรากลึกในการตัดสินใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงาน เพื่อให้องค์กรไม่เพียงแค่รอดพ้นจากวิกฤต แต่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
Corporate compliance ไม่ใช่ตัวถ่วง แต่คือ ‘เบรกและเข็มขัดนิรภัย’ ที่พาธุรกิจพุ่งทะยานอย่างยั่งยืน
คุณวรวิทย์ วรุตบางกูร ได้บรรยายในหัวข้อนี้ โดยกล่าวว่าในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน การเติบโตขององค์กรไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคม คุณวรวิทย์ ได้เปรียบเทียบองค์กรเสมือน ‘รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง’ โดยมีงานด้าน Corporate Compliance และ Safety เปรียบเสมือน ‘ระบบเบรกและเข็มขัดนิรภัย’ ที่แม้รถที่ไม่มีเบรกจะวิ่งได้เร็ว แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะไปไม่ถึงจุดหมาย หรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงระหว่างทาง ดังนั้น Compliance จึงไม่ใช่ตัวถ่วง แต่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้องค์กรไปถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัย
บทเรียนจากกรณีศึกษาทั่วโลกและในไทยสะท้อนให้เห็นว่า การละเลยจริยธรรมและความปลอดภัยส่งผลกระทบมหาศาล ตั้งแต่โศกนาฏกรรมแท่นขุดเจาะน้ำมันระเบิดของ BP, เหตุเพลิงไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ หรือตึก Grenfell ไปจนถึงคดีทุจริตทางบัญชีและการขาดสภาพคล่องของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้มูลค่าธุรกิจหายไปในพริบตา สิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าธุรกิจจะยั่งยืนได้ต้องประกอบด้วย จริยธรรม (Ethics), การต่อต้านการทุจริต (Anti-corruption) และมาตรการความปลอดภัย (Safety) ที่เข้มงวด
เพื่อยกระดับมาตรฐานดังกล่าว ทางองค์กรได้ผลักดัน Key Initiatives สำคัญในปีหน้า ได้แก่ :
Safety Passport : การยกระดับมาตรฐานผู้รับเหมา หากผ่านการรับรองจากเรา จะถือเป็นเครื่องการันตีคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
RegTech (Regulatory Technology) : การนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการข้อกฎหมายที่ซับซ้อน เพื่อความถูกต้อง รวดเร็ว และลดความผิดพลาดจากคน (Human Error)
Culture & Synergy : การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจเรื่องความถูกต้อง และการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงาน (Business Units) เพื่อแชร์ทรัพยากรและลดต้นทุน
โดยสรุป งานด้าน Compliance และ Safety ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้การทำงานช้าลง แต่มีไว้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจจะดำเนินไปข้างหน้าได้อย่าง ‘ปลอดภัย โปร่งใส และยั่งยืน’
ESG in Action : เปลี่ยนภาระเป็นโอกาส สู่การสร้างคุณค่าร่วม
คุณพิไลลักษณ์ พิชัยวัตต์ ชี้ให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดต่อการดำเนินงานด้านความยั่งยืน จากเดิมที่มักถูกมองว่าเป็นภาระหรือกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ให้กลายเป็น ‘โอกาส’ สำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ภารกิจหลักมุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายใหญ่ ได้แก่ การฟื้นฟูระบบนิเวศผ่านการปลูกต้นไม้ให้ครบ 20 ล้านต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการดูดซับคาร์บอน การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลด้วยการฟื้นฟูปะการังเทียมและการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมผ่านการสร้างอาชีพและการศึกษา
ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศไทยแต่ขยายผลไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยยกระดับรูปแบบการทำงานจากกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) สู่การสร้างคุณค่าร่วม (CSV) ที่พัฒนาควบคู่กับนวัตกรรมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กาแฟฟื้นฟูป่า พร้อมเปิดพื้นที่ให้พนักงานมีส่วนร่วมผ่านโครงการจิตอาสา (CP Volunteer) อย่างเป็นรูปธรรม
Global Partnership : เชื่อมไทยสู่โลก ผสานพลังยักษ์ใหญ่ฝ่ายดี
ในส่วนของทิศทางระดับสากล ดร. เนติธร ประดิษฐ์สาร ได้เปรียบเทียบบทบาทของหน่วยงาน Global Partnership ว่าเป็นเสมือน ‘เรดาร์และประภาคาร’ ที่คอยตรวจจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อนำมาปรับใช้ และเชื่อมโยงองค์กรไทยเข้ากับมาตรฐานสากล โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย และทำเรื่องความยั่งยืนให้เป็นเรื่องสนุก ท่ามกลาง 4 ความท้าทายหลักของโลกในปัจจุบัน คือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics), วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), การเติบโตของเทคโนโลยี AI และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ดร. เนติธร เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพาองค์กรไปยืนในเวทีระดับโลก อาทิ World Economic Forum และ UN Global Compact เพื่อแสดงจุดยืนในฐานะ ‘ยักษ์ใหญ่ฝ่ายดี’ และทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมประสานเครือข่ายพันธมิตรและคนรุ่นใหม่เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
Call for action : 3 เป้าหมายหลักเพื่อความยั่งยืนจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ
สุดท้ายนี้ภายในงานได้มีเซสชันพูดถึงความก้าวหน้าของการระดมสมองครั้งใหญ่ที่ช่วยขับเคลื่อน 3 big goals ภายในปี 2030 และปี 2050 แบบต้นน้ำสู่ปลายน้ำ นั่นคือการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลดขยะสู่หลุมฝังกลบให้เป็นศูนย์
ในมิติด้านการศึกษา ดร. เนตรชนก วิภาตะศิลปิน จากทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำเสนอโมเดลการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำผ่านโครงการ Connext ED ที่มุ่งเน้นการสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ อย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนจากการบริจาคแบบเดิมมาเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ใช้เทคโนโลยี Big Data พัฒนาระบบบริหารจัดการโรงเรียนเพื่อความโปร่งใส ควบคู่กับการสร้างแพลตฟอร์มระดมทุน และสนับสนุนอุปกรณ์ ‘Notebook for Education’ ให้เด็กไทยเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างเท่าเทียม โดยตั้งเป้าขยายผลให้ครอบคลุมประชากร 36 ล้านคน
สำหรับปัญหาสิ่งแวดล้อมเร่งด่วนอย่างฝุ่น PM 2.5 คุณวรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ ได้แสดงให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยนำระบบดาวเทียมขั้นสูง (Satellite Imaging) จาก NASA มาใช้ตรวจจับจุดความร้อนในแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งในและต่างประเทศหากพบร่องรอยการเผา ระบบจะระงับการรับซื้อผลผลิตจากแปลงนั้นเป็นเวลา 1 ปีทันที เพื่อสร้างมาตรฐานการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) 100% และยุติวงจรการเผาป่าอย่างเด็ดขาด
ทางด้านการบริหารจัดการทรัพยากร คุณศิริพร เดชสิงห์ จาก CP Axtra (Makro/Lotus’s) ได้พลิกมุมมองการจัดการขยะด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพย์สิน (Waste to Wealth) โดยเน้นจัดการขยะอาหารตามลำดับขั้นความสำคัญ ตั้งแต่การส่งต่ออาหารส่วนเกินให้ผู้ขาดแคลน ไปจนถึงการใช้นวัตกรรมแมลงโปรตีน (Black Soldier Fly) มาย่อยสลายขยะเศษอาหารเพื่อต่อยอดเป็นอาหารสัตว์และโปรตีนทางเลือก ซึ่งโมเดลนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังช่วยให้องค์กรเข้าใกล้เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ภายในปี 2030 ได้อย่างเป็นรูปธรรม
จากบทเรียนเรื่องน้ำท่วมสู่การวางรากฐานธรรมาภิบาล จากการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์สู่การมองเป็นเข็มขัดนิรภัยทางธุรกิจ และจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสู่การใช้ AI และดาวเทียมเพื่อความโปร่งใส ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ ‘ทางรอด’ และ ‘โอกาส’ ในการสร้างมูลค่าใหม่ทางธุรกิจ
ปี 2025 จึงถือเป็นปีแห่งการปักธงรบที่ชัดเจนว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์พร้อมแล้วที่จะเปลี่ยน DNA องค์กรสู่ความเป็น Tech Company ที่ไม่ได้แค่มุ่งหวังกำไร แต่ต้องนำพาคนอีก 50 ล้านคน และสิ่งแวดล้อมโลก ให้รอดพ้นวิกฤตและเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
The post สรุปงาน CP Sustainability Synergy Forum 2025 อัปเดตแนวทางความก้าวหน้าเรื่องความยั่งยืน appeared first on BT beartai.
Credit ข่าวจาก : www.beartai.com/
