Netflix กับการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืน (อีกครั้ง)

Netflix กับการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืน (อีกครั้ง)

หลังจากที่ Netflix เจอมรสุมชีวิตไปเมื่อช่วงตั้งแต่ปลายปี 2021 – กลางปี 2022 มาอย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้ใช้งานลดลงสองไตรมาสติด หุ้นร่วงจากเกือบ 700 เหรียญสหรัฐต่อหุ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2021 ไปเป็น 175 เหรียญสหรัฐต่อหุ้นในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2022 หรือพูดง่าย ๆ คือภายใน 6 เดือนหายไป 75% สมมติว่าคุณซื้อหุ้น Netflix 100 บาทในเดือนตุลาคม 2021 ถัดมา 6 เดือนจะเหลือมูลค่าแค่ 25 บาทเท่านั้น ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ​Netflix คือพี่ใหญ่ด้านวิดีโอสตรีมมิงจากซิลิคอนแวลลีย์ เติบโตอย่างต่อเนื่องจนแทบมองไม่ออกเลยว่าจะมีใครมาล้มยักษ์หรือจะมีปัญหาอะไรจะมาฉุดให้พวกเขาลงจากบัลลังก์ได้ แต่ช่วงปีสองปีที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่าราชาแห่งบริการสตรีมมิงนี้ไม่ได้ไร้เทียมทานหรือสะดุดล้มไม่ได้ เมื่อสตรีมมิ่งรายอื่น ๆ เริ่มทยอยเปิดตัวแข่ง ตั้งแต่ Disney+, Hulu, Viu, HBO Max, Amazon Prime Video และอื่น ๆ ที่เป็นทางเลือกให้กับลูกค้า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นบางอย่างว่าลูกค้าจะเลือกดูคอนเทนต์ที่ตัวเองอยากดู มากกว่าที่จะยึดติดกับสตรีมมิงเจ้าใดเจ้าหนึ่งเพียงเพราะแบรนด์ของสตรีมมิงเจ้านั้น ๆ หมายความว่าอันที่จริงแล้วสตีมมิงทุกเจ้าก็จะเจอปัญหาเดียวกันในอนาคต ด้วยโครงสร้างของธุรกิจที่สมัครง่ายและยกเลิกง่าย ที่ผ่านมาตัวตัดสินว่าคนจะย้ายไปดูที่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคอนเทนต์ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง โดยเฉพาะ Exclusive Contents หรือ Originals ฉายที่เดียวหรือผลิตเองจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดสมาชิกให้ย้ายค่ายหรือลองเข้ามาดูได้มากขึ้นด้วย นี่คือปัญหาที่ทำให้ Netflix เริ่มสะดุดและกลายเป็นช่วงเวลาที่จำเป็นต้องมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ไตรมาสล่าสุดเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 2.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของที่คาดการณ์เอาไว้ หุ้นก็ขยับขึ้นมาตอบรับข่าวดีนี้ จากจุดต่ำสุดเมื่อกลางปี 2022 ที่ 175 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น ตอนนี้ล่าสุด
The post Netflix กับการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืน (อีกครั้ง) appeared first on #beartai.

หลังจากที่ Netflix เจอมรสุมชีวิตไปเมื่อช่วงตั้งแต่ปลายปี 2021 – กลางปี 2022 มาอย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้ใช้งานลดลงสองไตรมาสติด หุ้นร่วงจากเกือบ 700 เหรียญสหรัฐต่อหุ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2021 ไปเป็น 175 เหรียญสหรัฐต่อหุ้นในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2022 หรือพูดง่าย ๆ คือภายใน 6 เดือนหายไป 75% สมมติว่าคุณซื้อหุ้น Netflix 100 บาทในเดือนตุลาคม 2021 ถัดมา 6 เดือนจะเหลือมูลค่าแค่ 25 บาทเท่านั้น

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ​Netflix คือพี่ใหญ่ด้านวิดีโอสตรีมมิงจากซิลิคอนแวลลีย์ เติบโตอย่างต่อเนื่องจนแทบมองไม่ออกเลยว่าจะมีใครมาล้มยักษ์หรือจะมีปัญหาอะไรจะมาฉุดให้พวกเขาลงจากบัลลังก์ได้ แต่ช่วงปีสองปีที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่าราชาแห่งบริการสตรีมมิงนี้ไม่ได้ไร้เทียมทานหรือสะดุดล้มไม่ได้ เมื่อสตรีมมิ่งรายอื่น ๆ เริ่มทยอยเปิดตัวแข่ง ตั้งแต่ Disney+, Hulu, Viu, HBO Max, Amazon Prime Video และอื่น ๆ ที่เป็นทางเลือกให้กับลูกค้า

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นบางอย่างว่าลูกค้าจะเลือกดูคอนเทนต์ที่ตัวเองอยากดู มากกว่าที่จะยึดติดกับสตรีมมิงเจ้าใดเจ้าหนึ่งเพียงเพราะแบรนด์ของสตรีมมิงเจ้านั้น ๆ หมายความว่าอันที่จริงแล้วสตีมมิงทุกเจ้าก็จะเจอปัญหาเดียวกันในอนาคต ด้วยโครงสร้างของธุรกิจที่สมัครง่ายและยกเลิกง่าย ที่ผ่านมาตัวตัดสินว่าคนจะย้ายไปดูที่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคอนเทนต์ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง โดยเฉพาะ Exclusive Contents หรือ Originals ฉายที่เดียวหรือผลิตเองจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดสมาชิกให้ย้ายค่ายหรือลองเข้ามาดูได้มากขึ้นด้วย

นี่คือปัญหาที่ทำให้ Netflix เริ่มสะดุดและกลายเป็นช่วงเวลาที่จำเป็นต้องมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

ไตรมาสล่าสุดเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 2.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของที่คาดการณ์เอาไว้ หุ้นก็ขยับขึ้นมาตอบรับข่าวดีนี้ จากจุดต่ำสุดเมื่อกลางปี 2022 ที่ 175 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น ตอนนี้ล่าสุด (02/11/2022) อยู่ที่ 285 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น หรือเพิ่มขึ้นมากว่า 60% แล้ว แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะจำนวนผู้ใช้งานไม่ได้เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับ Netflix ในอนาคตอันใกล้เพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ เพิ่มการสร้างรายได้ ดึงลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามา หรือโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่กำลังจะเกิดขึ้น (บางส่วนก็เริ่มลองแล้ว) ล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น

‘The Grey Man’ ที่เข้าฉายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ซาราห์ ครอส (Sarah Krouse) นักเขียนฝ่ายธุรกิจสตรีมมิ่งของสำนักข่าว ‘The Wall Street Journal’ กล่าวว่า “[จำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น] มาจากการที่ Netflix ปล่อยซีรีส์ที่ได้รับความนิยมออกมาอย่าง ‘Cobra Kai’ หรือภาพยนตร์อย่าง ‘The Gray Man’ ที่วางเอาไว้ว่าเป็นแฟรนไชส์ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนในอดีต และบางเรื่องก็ประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อเช่น ‘Purple Hearts’ […] และช่วงท้ายของไตรมาสก็ได้เรื่องราวของ ‘Dahmer’ ที่กลายเป็นซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจนติดอันดับรายการที่มีคนดูเยอะที่สุดด้วย เพราะฉะนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องของคอนเทนต์ที่ทำให้พวกเขากลับมาในช่วงนี้”

จากรายงานของจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นแม้จะมาจากทุกส่วนของโลก แต่เอเชียดูจะเพิ่มขึ้นมากที่สุด ซึ่งกลายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทที่จำนวนสมาชิกในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา รวมกันแล้วมากกว่าจำนวนสมาชิกในอเมริกาและแคนาดารวมกัน แน่นอนว่าตลาดอเมริกาและแคนาดายังเป็นส่วนที่สร้างรายได้มากที่สุดอยู่ แต่ก็น่าสนใจตรงที่การขยายไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลกเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปร่างมากยิ่งขึ้น

อย่างที่เราเคยเห็นตัวอย่างไปแล้วจากซีรีส์ ‘Squid Game’ ที่สร้างจากเกาหลีใต้แต่โด่งดังไปทั่วโลก ตอนนี้คอนเทนต์จากที่ต่าง ๆ ทั่วโลกก็เริ่มขยับขยายสู่ฐานลูกค้าในประเทศอื่นด้วยเช่นเดียวกัน อีกซีรีส์หนึ่งที่ได้รับความนิยมมากจากเกาหลีในช่วงไตรมาสที่สามคือ ‘Extraordinay Attorney Woo’ ที่ได้รับเสียงตอบรับดีมาก ๆ ทั่วโลก (บ้านเราก็เป็นกระแสอยู่เช่นกัน) และตอนนี้ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะมีซีซันสองต่อไปอีกด้วย เพราะฉะนั้นข้อได้เปรียบตอนนี้ Netflix (ซึ่งก็ต้องดูว่าอีกนานแค่ไหน) จะไม่ได้เพียงแค่พึ่งพาซีรีส์จากทางฝั่งอเมริกาหรือยุโรปเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป (อย่างพวก Stranger Things, Orange is the New Black, The Crown, Sex Education, House of Cards ฯลฯ) แต่จะมีซีรีส์ที่ดังในประเทศนั้น โซนนั้น แล้วขยายไปทั่วโลกด้วย

‘Dahmer’ ซีรีส์ฆาตกรสุดโหดเหี้ยมที่สร้างจากเรื่องจริง

นอกจากเรื่องคอนเทนต์แล้ว กลยุทธ์อีกสองอย่างที่ Netflix กำลังงัดออกมาใช้เพื่อดึงผู้ใช้งานให้เป็นสมาชิกต่อไปและล่อให้คนใหม่ ๆ เข้ามาคือ

ระบบโฆษณา – ซึ่งตอนนี้มีการยืนยันว่าจะเริ่มทยอยออกมาช่วงเดือนพฤศจิกายนในบางตลาด ด้วยราคา 6.99 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 265 บาทต่อเดือน โดยแพ็กเกจนี้จะมีโฆษณา 4 นาทีโผล่ขึ้นมาทุกชั่วโมง คอนเทนต์จะไม่สามารถดาวน์โหลดมาดูทีหลังได้ บางคอนเทนต์ไม่สามารถรับชมได้เนื่องจากเรื่องของลิขสิทธิ์ ส่วนคอนเทนต์ที่ Netflix ผลิตเองดูได้ทั้งหมด ซึ่งราคานี้น่าจะถูกลงมาเมื่อเข้ามาบ้านเรา เพราะตอนนี้แพ็กเกจพื้นฐานบ้านเราอยู่ที่ 279 บาท ถ้าดูจากอัตราส่วนลดที่เท่ากันจากแพ็กเกจ Standard ของอเมริกาที่ 9.99 เหรียญมาเป็น 6.99 เหรียญที่ 30% ราคาในบ้านเราก็คงอยู่ราว 199 บาท โดยประมาณ (ซึ่งก็จะยังแพงกว่าแพ็กเกจมือถืออย่างเดียวที่ 99 บาทในบ้านเราอยู่ดี)

การมีราคาและกำหนดเวลาออกมายืนยันแบบนี้ช่วยทำให้นักลงทุนอุ่นใจมากขึ้นว่าพวกเขาพร้อมจะสู้กับสถานการณ์อันไม่สู้ดีนี้อย่างจริงจัง และที่สำคัญคือราคาถูกกว่าคู่แข่งอย่าง Disney+ อยู่ 1 เหรียญ ซึ่งจะมีระบบโฆษณาออกเหมือนกันและปล่อยตัวก่อนประมาณ 1 เดือนด้วย

จัดการกับการแชร์พาสเวิร์ด – นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เมื่อก่อน Netflix ไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ มีบางช่วงบอกว่าดีด้วยซ้ำที่คนแชร์พาสเวิร์ดเพื่อจะได้มีคนดูคอนเทนต์และรู้จักพวกเขาเยอะ ๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว เพราะมันหมายถึงการเสียโอกาสในการสร้างรายได้และชะลอการเติบโตของสมาชิกด้วย อย่างเมื่อก่อนเราอาจจะอยู่คนละบ้าน คนหนึ่งอยู่เชียงใหม่ อีกคนอยู่กรุงเทพฯ แต่แชร์พาสเวิร์ดดูด้วยกัน ภาษาวัยรุ่นก็จะบอกว่า ‘ตี้แตกแล้วจ้า’

โครงสร้างของคู่แข่งในอุตสาหกรรมทำให้ Netflix ไม่สามารถปล่อยให้เหลือช่องโหว่ตรงนี้อีกต่อไป การเพิ่มมาตรการจัดการแชร์พาสเวิร์ดก็เริ่มเกิดขึ้นแล้วในบางประเทศอย่างชิลี เปรู และคอสตาริกา บัญชีไหนมีคนใช้งานที่ไม่ได้อยู่ในครัวเรือนเดียวกันก็จะต้องจ่ายเพิ่มราว ๆ 1/4 ของแผนสมาชิก Standard (ประมาณ 70 บาทจากราคาทั้งหมด 279 บาท ซึ่งพอเข้าไทยแล้วต้องดูว่าจะราคาถูกลงรึเปล่า)​

ทั้งสองกลยุทธ์นี้สร้างความหวังให้กับนักลงทุนและบริษัทว่าการปรับทิศทางครั้งนี้จะช่วยสร้างรายได้และดึงผู้ใช้งานใหม่ ๆ ให้เข้ามาลองมากขึ้นในอนาคตที่จะมาถึง คนที่ดูไม่เยอะก็อาจใช้แพ็กเกจที่มีโฆษณา หรือบางทีถ้าแชร์พาสเวิร์ดได้ถูกต้องแล้วเพิ่มเงินอีกนิดหน่อยคนก็อาจจะสมัคร Netflix เพิ่มก็ได้

แต่ถึงยังไงก็ตามสงครามสตรีมมิ่งยังไม่จบลงง่าย ๆ คู่แข่งคนอื่นๆ ก็มีการปรับตัวอยู่เรื่อย ๆ สุดท้ายก็กลับมาที่คอนเทนต์ว่าใครสามารถสร้างสิ่งที่ลูกค้าอยากดูได้มากกว่ากัน สร้างประสบการณ์การรับชมที่ต่อเนื่อง และแน่นอนการใช้งานที่คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป เพราะตอนนี้ต้องบอกว่ามีบริการรายเดือนให้เลือกดูกันแบบไม่หวาดไม่ไหว ทางเลือกของลูกค้าเยอะขึ้น ความแตกต่างระหว่างบริการต่าง ๆ ในด้านแบบเทคโนโลยีมีน้อยลง

‘ดูที่ไหนก็ไม่ต่างกัน ขอให้ได้ดูในสิ่งที่อยากดูแค่นั้น ในราคาที่คุ้มค่าและประสบการณ์ที่ไม่แย่’

ไม่ใช่ Netflix เจ้าเดียวที่เจอกับโจทย์หินอันนี้ สตรีมมิ่งทุกเจ้าก็เช่นเดียวกัน

อ้างอิง
Gizmodo Beartai
The Wall Street Journal

The post Netflix กับการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืน (อีกครั้ง) appeared first on #beartai.

Credit ข่าวจาก : www.beartai.com/

Leave a Reply

[บทความ] เปิดตำนาน Wario ตัวป่วนแห่ง Nintendo จากเด็กมีปมสู่เจ้าของค่ายเกม Previous post [บทความ] เปิดตำนาน Wario ตัวป่วนแห่ง Nintendo จากเด็กมีปมสู่เจ้าของค่ายเกม
Woman shocked after spotting ‘world’s deadliest plant’ in council flowerbed Next post Woman shocked after spotting ‘world’s deadliest plant’ in council flowerbed
Social Multiculious Forum View Stats