[รีวิวซีรีส์] The Sandman: สงครามเทพนามธรรม อาหารสมอง สยองขวัญ ถ้าใครถูกจริตนี่คือเพชรเม็ดงาม

[รีวิวซีรีส์] The Sandman: สงครามเทพนามธรรม อาหารสมอง สยองขวัญ ถ้าใครถูกจริตนี่คือเพชรเม็ดงาม

The Sandman เรื่องย่อ: ปี 1916 ผู้ศึกษาอาคมในอังกฤษรวมตัวกันอัญเชิญ มรณะ เทพแห่งความตายมากักขังเพื่อจะได้ขู่บังคับให้ฟื้นชีพผู้เป็นที่รักกลับมา หากแต่ความผิดพลาดได้ทำให้เทพอีกตนถูกกักขังไว้แทน นั่นคือ นิมิต เทพแห่งความฝันเมื่อเหล่าจอมอาคมไม่ได้สิ่งที่ต้องการจึงฉกชิงอาวุธของนิมิตเอามาใช้ประโยชน์แทน โลกทั้งใบเมื่อไร้ความฝันก็ทำให้บางคนไม่อาจหลับและบางคนไม่อาจตื่น และที่สำคัญเมื่อไร้ผู้ปกครองเหล่าปีศาจความฝันจึงหนีออกมายังโลกมนุษย์ด้วย โดยเฉพาะฝันร้ายนาม โครินเธียน ผู้ชื่นชอบการฆ่าคน เป็นหน้าที่ของนิมิตหรือแซนด์แมนที่ต้องหาทางหนีจากการคุมขังและรักษาสมดุลของโลกอีกครั้ง
The post [รีวิวซีรีส์] The Sandman: สงครามเทพนามธรรม อาหารสมอง สยองขวัญ ถ้าใครถูกจริตนี่คือเพชรเม็ดงาม appeared first on #beartai.

เรื่องย่อ: ปี 1916 ผู้ศึกษาอาคมในอังกฤษรวมตัวกันอัญเชิญ มรณะ เทพแห่งความตายมากักขังเพื่อจะได้ขู่บังคับให้ฟื้นชีพผู้เป็นที่รักกลับมา หากแต่ความผิดพลาดได้ทำให้เทพอีกตนถูกกักขังไว้แทน นั่นคือ นิมิต เทพแห่งความฝันเมื่อเหล่าจอมอาคมไม่ได้สิ่งที่ต้องการจึงฉกชิงอาวุธของนิมิตเอามาใช้ประโยชน์แทน โลกทั้งใบเมื่อไร้ความฝันก็ทำให้บางคนไม่อาจหลับและบางคนไม่อาจตื่น และที่สำคัญเมื่อไร้ผู้ปกครองเหล่าปีศาจความฝันจึงหนีออกมายังโลกมนุษย์ด้วย โดยเฉพาะฝันร้ายนาม โครินเธียน ผู้ชื่นชอบการฆ่าคน เป็นหน้าที่ของนิมิตหรือแซนด์แมนที่ต้องหาทางหนีจากการคุมขังและรักษาสมดุลของโลกอีกครั้ง

‘The Sandman’ ผลงานของ นีล ไกแมน (Neil Gaiman) เป็นกราฟิกโนเวลไม่กี่เรื่องที่ได้รับการยกย่องให้ติดอันดับหนังสือขายดีของ New York Times ทั้งยังถูกขนานนามว่าคอมมิกของเหล่าปัญญาชน จนกลายเป็นหนังสือแนะนำของหลายสำนักเคียงคู่กับผลงานขึ้นหิ้งอย่าง ‘Watchmen’ ของอลัน มัวร์ (Alan Moore) และ ‘The Dark Knight Returns’ ของ แฟรงก์ มิลเลอร์ (Frank Miller)

อาจด้วยเป็นผลงานที่เน้นเด็กโตจนถึงผู้ใหญ่มากกว่า มันจึงขับเน้นด้วยเรื่องราวของปรัชญาและการต่อสู้ของเหล่านามธรรมที่กระทบมาถึงโลกมนุษย์ และด้วยการตีพิมพ์ลงในหัวหนังสือของ Vertigo Comics ค่ายสายมืดเน้นโหดของสำนักพิมพ์ DC ที่มีผลงาน อาทิ ‘Hellblazer’ (หรือรู้จักดีในชื่อ ‘John Constantine’) ด้วยแล้ว พูดแบบนี้ก็น่าจะพอจับโทนของ ‘The Sandman’ ได้บ้างว่ามันจะไม่ใช่หนังหรือนิยายภาพแนวซูเปอร์ฮีโร่ตีกันแบบสมัยนิยมตามที่ใครบางคนคาดหวังแน่ ๆ

แต่ถ้าคุณกำลังมองหาอะไรที่ชวนให้สมองได้ขบคิดเยอะ ๆ ผ่านภาพแฟนตาซีสุดติ่งจินตนาการอย่างใน ‘Watchmen’ หรืออยากหาแนวดาร์กแฟนตาซีสยดสยองทั้งด้านภาพและเนื้อหาที่เปิดส่วนดำมืดของมนุษย์ออกมาได้น่ากลัวยิ่งกว่าผีห่าซาตาน อย่างใน ‘Black Mirror’ นี่คือเรื่องที่คุณต้องโปรดปรานอีกเรื่องหนึ่ง

‘The Sandman’ เปิดหัวได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ แม้เราเคยอ่านพล็อตและบางส่วนของฉบับคอมมิกที่เริ่มด้วยพิธีอัญเชิญของพวกจอมเวทจนแอบกลัวว่าภาพมันจะออกมาเชยเกินไปหรือไม่ ทว่าเอาเข้าจริงทั้งงานซีจีและการออกแบบศิลป์ย้อนยุคไปราวปี 1900 ต้น ๆ ทำได้สวยงามมาก และการใช้เสียงบรรยายของตัวเอกที่นำแสดงโดย ทอม สเตอร์ริดจ์ (Tom Sturridge) เองก็ดูขลังลึกลับน่าติดตามดี บทพูดก็ชวนให้อยากรู้ด้วยว่าเทพที่เป็นนามธรรมอย่างเช่น นิมิต (ความฝัน ดรีม มอร์เฟียส แซนด์แมน หรือเจ้าแห่งฝันร้าย มีชื่อเรียกหลากหลาย) นั้นมีความคิดอย่างไร

เขามองมนุษย์ที่ทำร้ายเขาอย่างไร ตอบสนองต่อความโลภไร้ก้นบึ้งของมนุษย์ที่แม้รู้ว่าจับเทพมาผิดองค์แต่ก็ยังต่อรองขอประโยชน์อื่น เช่น ความร่ำรวยและไม่แก่ไม่ตายแทนอย่างไร้ความละอายได้อย่างไร ยิ่งได้ขับเน้นผ่านการนำเสนอความเย็นชาแต่ดูหล่อเหลา และถ่ายทอดความอ่อนไหวภายในใจผ่านดวงตาของสเตอร์ริดจ์ก็ชวนให้นึกถึง โรเบิร์ต แพตทินสัน (Robert Pattinson) ในบางมุม น่าจะมีสาวโดนตกอยู่ไม่น้อยทีเดียว

ที่สำคัญตัวเรื่องราวไม่ได้เดินไปแบบเส้นตรงเช่น ขาวหรือดำ ธรรมหรืออธรรม มันเต็มไปด้วยความยอกย้อนฉ้อฉล ตัวละครมนุษย์ในเรื่องแต่ละตัวต่างเทา ๆ มีกิเลสบางอย่างมีผลประโยชน์ที่ถือครองและพร้อมจะทำร้ายผู้อื่นด้วยเหตุผลที่ฟังดูดีได้ ตรงนี้ทำให้เราดูไปและคิดวิเคราะห์ว่าพวกเขามีแรงขับทางจิตวิทยาอะไรที่ทำให้เลือกตัดสินใจแบบนั้น และหลายครั้งเราพบว่ามันเป็นการนำเสนอมนุษย์ที่เหมือนจะไม่มีตรรกะ แต่ดันสมจริงเอามาก ๆ ทีเดียวเพราะใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึงเป็นธรรมชาติ ตรงนี้ทำให้ซีรีส์เต็มไปด้วยความน่าสนใจและน่าหลงใหลอย่างมาก

เเนื้อหาของซีรีส์อาจแบ่งเป็นส่วนใหญ่ ๆ ได้หลายส่วน ช่วงแรกตอนที่ 1-5 หรือครึ่งทางของซีซัน เป็นการถูกกักขังของนิมิตและการเดินทางทวงคืนพลังของเขาที่ถูกซุกซ่อนในแห่งหนต่าง ๆ ทำให้เราได้พบตัวละครใหม่ ๆ ตัวซีรีส์ค่อย ๆ ให้เราได้เรียนรู้ไปพร้อมกันนี้ว่าภูมิหลังของโลกในเรื่องประกอบไปด้วยอำนาจเหนือธรรมชาติใดบ้าง

เราได้พบเทพชะตากรรมที่ปรากฏเป็นรูปลักษณ์ของหญิง 3 นาง เราท่องไปในดินแดนแห่งฝันและพบเหล่าความฝันผู้รับใช้นิมิตที่มีทั้งนอบน้อมและไม่เชื่อฟัง เราท่องไปในแดนนรกอันน่าหวาดระแวงและทนทุกข์ของลูซิเฟอร์และได้เห็นอดีตบางส่วนของนิมิต รวมถึงที่สุดเราได้เห็นว่าจิตใจอันบริสุทธิ์ของมนุษย์สามารถสร้างบาปได้มากขนาดไหน

ที่แนะนำเลยคือตอนที่ 4 ที่นิมิตต้องพบกับลูซิเฟอร์และต้องประลองกัน ถ้าเป็นซีรีส์อื่นเราคงได้เห็นฉากสู้กันสุดอลังการปล่อยพลังกันราวทำลายโลก แต่ในซีรีส์นี้กลับนำเสนอการต่อสู้กันด้วยวาจาและความคิดที่คมคาย เต็มไปด้วยปรัชญา ในขณะเดียวกันก็ฉลาดพอที่จะใช้วิสัยทัศน์ด้านภาพที่ชวนลุ้นระทึก ยิ่งใหญ่ ไม่แพ้การบู๊ล้างผลาญมัน ๆ เลย

ในขณะที่ตอน 5 ซีรีส์พลิกการเล่าเรื่องไปอีกแบบจนเกือบตั้งตัวไม่ติด แต่เอาจริงมันดีและฉลาดมาก เมื่อเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องมายังตัวละครมนุษย์อย่าง จอห์น ผู้ถูกโกหกมาทั้งชีวิตและเกลียดคำโป้ปดอย่างมาก จนเมื่อเขาได้พลังของนิมิตมาในครอบครองเขาก็ทดลองการสร้างโลกที่ไร้คำลวงออกมา ผ่านการนำเสนอสถานการณ์ที่เหมือนหนังสั้นชั้นดี ที่ทั้งระทึกขวัญสั่นประสาท และชวนคิดไม่น้อย เป็นอีกตอนที่แนะนำเลยว่าต้องดู

จากนั้นในตอนที่ 6 น่าจะเป็นตอนเดียวที่เหมือนมาคั่นเพื่อเปลี่ยนผ่านเรื่องราวไปสู่องก์ใหม่ ได้เห็นมุมมองพัฒนาการที่เปลี่ยนไปของนิมิตผ่านช่วงเวลาหลายร้อยปีได้อย่างน่าสนใจ ทั้งยังได้เห็นแง่มุมที่ว่า นิมิต เป็นทั้งความฝัน ความหวัง ความทรงจำ และเรื่องเล่า จินตนาการ สุดแต่จะมองในแง่ใด เช่นเดียวกับที่เปรียบเปรยความตายได้หลากหลายแง่มุม เป็นตอนที่เหมือนหนังสั้นดี ๆ อีกตอนหนึ่ง

และในตอนที่ 7-10 ซีรีส์ก็กลับมาสู่เรื่องราวของปัญหาใหญ่ครั้งใหม่ที่ขมวดเก็บตัวละครต่าง ๆ ที่ยังทิ้งค้างไว้ได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะตัวละครโครินเธียนที่คอยอยู่ในเงามืดและแอบแทงหลังนิมิตอยู่ตลอดมา ทั้งยังมีการนำเสนอที่น่าตื่นตาตื่นใจ เช่น ฉากงานสัมมนาฆาตกรต่อเนื่องจากทั่วอเมริกาที่สุดวิปลาส และทำให้เห็นชัดเจนไปเลยว่านี่คือซีรีส์ที่สร้างมาสำหรับผู้ใหญ่ไปเลย

โดยสรุป ต้องบอกว่าตอนที่เน็ตฟลิกซ์ประกาศสร้างเรื่องนี้ ในใจก็เป็นห่วงว่าจะเป็นยักษ์ล้มแห่งปีหรือไม่ เพราะดูจากคอมมิกแล้วเป็นเรื่องที่ดัดแปลงได้โคตรยากอีกเรื่องหนึ่งเลยมีปัญหาที่ต้องตีโจทย์ให้แตกเยอะมาก ตั้งแต่ดีไซน์ตัวละคร ความยากและลึกของบทสนทนาต่าง ๆ การถ่ายทอดนามธรรมออกมาเป็นรูปธรรมอีก

ทว่าหลังจากดูจริง ยิ่งแต่ละตอนผ่านไป ยิ่งรู้สึกตื่นตาตื่นใจและชื่นชมกับความกล้านำเสนอของเรื่องนี้ แม้จะมีความพยายามเสนอความหลากหลายเท่าเทียมทางเพศและสีผิวที่เน็ตฟลิกซ์ชอบยัดเยียด แต่ก็กลืนได้เนียนตารู้สึกสมเหตุสมผลกว่าเรื่องอื่น ๆ และเมื่อดูจบก็กล้าพูดเลยว่านี่เป็นอีกคอนเทนต์เรือธงที่เน็ตฟลิกซ์ควรต่อยอดต่อไปให้ดี ๆ

และก็คงต้องออกตัวย้ำไว้อีกว่าซีรีส์นี้ส่วนดีนั้นมีมาก แต่ก็มีข้อด้อยอยู่เหมือนกัน ทั้งการเลือกนักแสดงของบางตัวละครที่ดูไม่ค่อยเข้านัก ซีจีบางจุดยังเก็บไม่ค่อยเนี้ยบแม้ภาพรวมทำได้ดี เสน่ห์ของตัวเอกอาจยังไม่เด่นชัดมากไปเด่นตัวอื่น ๆ เสียมากกว่า และส่วนสำคัญคือนี่ไม่ใช่ซีรีส์แนวเอาใจตลาด แต่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มเสียมากกว่า ดังนั้นสุดท้ายแล้วถ้าความนิยมโดยรวมไม่พอให้พามีซีซันต่อไปก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ก็น่าเสียดายอย่างยิ่งเช่นกัน โลกเราควรมีรสขมที่เป็นประโยชน์กับสมองและหัวใจแบบนี้ไว้ในวันที่เบื่อรสหวานเลี่ยนบ้าง

The Sandman
บท
8.5
โปรดักชัน
8.5
การแสดง
7.5
ความสนุกตามแนวหนัง
8.5
ความคุ้มค่าการรับชม
9.5
คะแนนจากผู้อ่าน0 Votes
0
จุดเด่น
ดัดแปลงจากคอมมิกระดับขึ้นหิ้งแล้วออกมาได้น่าชื่นชม ทั้งบทที่คมคาย โปรดักชันที่สวยงามอลังการ และการเดินเรื่องราวที่ตีโจทย์แตกมาก ๆ เสนอจิตใจมนุษย์ได้อย่างมีมิติน่าขบคิด
จุดสังเกต
มีความเป็นปรัชญาเน้นภาพสวยบทชวนคิดพอสมควร ใครอยากดูอะไรบู๊ ๆ มัน ๆ น่าจะไม่ค่อยเหมาะ
8.5

The post [รีวิวซีรีส์] The Sandman: สงครามเทพนามธรรม อาหารสมอง สยองขวัญ ถ้าใครถูกจริตนี่คือเพชรเม็ดงาม appeared first on #beartai.

Credit ข่าวจาก : www.beartai.com/

Leave a Reply

เอากับเขาด้วย! Gucci เปิดรับชำระเงินด้วยคริปโทฯ หลายสกุล รวมถึงไป DOGE และ ApeCoin Previous post เอากับเขาด้วย! Gucci เปิดรับชำระเงินด้วยคริปโทฯ หลายสกุล รวมถึงไป DOGE และ ApeCoin
Samsung เริ่มปล่อยอัปเดต One UI 5.0 เวอร์ชัน Beta ให้แก่ Galaxy S22 Next post Samsung เริ่มปล่อยอัปเดต One UI 5.0 เวอร์ชัน Beta ให้แก่ Galaxy S22
Social Multiculious Forum View Stats