เปิดปูมชีวิตรันทดของนักเชือดเทพเจ้า ‘กอร์ เดอะก็อดบุชเชอร์’ วายร้ายหลักสุดโหดใน ‘Thor: Love and Thunder’

เปิดปูมชีวิตรันทดของนักเชือดเทพเจ้า ‘กอร์ เดอะก็อดบุชเชอร์’ วายร้ายหลักสุดโหดใน ‘Thor: Love and Thunder’

Marvel Studios ก็ได้ฤกษ์ปล่อยทีเซอร์ตัวแรกของ ‘Thor: Love and Thunder’ ที่มีการเปิดเผยตัวร้าย ‘กอร์ เดอะก็อดบุชเชอร์’ (Gorr the God Butcher) เจ้าของฉายา “นักเชือดเทพเจ้า”
The post เปิดปูมชีวิตรันทดของนักเชือดเทพเจ้า ‘กอร์ เดอะก็อดบุชเชอร์’ วายร้ายหลักสุดโหดใน ‘Thor: Love and Thunder’ appeared first on #beartai.

หลังจากปล่อยให้แฟน ๆ MCU ตื่นเต้นมานานตั้งแต่การเปิดตัว Marvel Cinematic Universe เฟสที่ 4 Marvel Studios ก็ได้ฤกษ์ปล่อยทีเซอร์ตัวแรกของ ‘Thor: Love and Thunder’ ภาพยนตร์ลำดับที่ 4 ของซูเปอร์ฮีโรเทพเจ้าสายฟ้า พร้อมกับการเปิดตัวชื่อภาพยนตร์ภาษาไทยสุดสะออนว่า ‘ธอร์: ด้วยรักและอัสนี’

โปสเตอร์ภาษาไทยของภาพยนตร์
‘Thor: Love and Thunder’ ‘ธอร์: ด้วยรักและอัสนี

จากทีเซอร์ความยาว 1 นาที 28 นาที นอกจากจะได้เห็นเรื่องราวของเทพเจ้าสายฟ้า ‘ธอร์’ (Chris Hemsworth) ที่สานต่อมาจากสงครามใน ‘Avengers: Endgame’ (2019) และมีการเปิดเผยตัวละครหลักออกมาเกือบครบแล้ว จะขาดก็แค่วายร้ายหลักที่จะมาปั่นป่วนช่วงเวลาพักร้อนของเทพเจ้าสายฟ้า ที่มีการเปิดเผยแล้วว่าจะเป็น ‘กอร์ เดอะก็อดบุชเชอร์’ (Gorr the God Butcher) เจ้าของฉายา “นักเชือดเทพเจ้า” ที่รับบทโดย ‘คริสเตียน เบล’ (Christian Bale) นั่นเอง

ก่อนที่เราจะได้ทราบเรื่องราว บทบาทและเห็นหน้าค่าตาของวายร้ายจอมโหดผู้นี้แบบเต็ม ๆ (ซึ่งอาจจะอยู่ในตัวอย่างเต็ม หรืออาจจะไปโผล่อีกทีในหนังเลยก็ได้) ขอย้อนเรื่องราวปูมหลังวายร้ายผู้เกลียดชังเทพเจ้า และชีวิตอันแสนจะรันทดดราม่าผู้นี้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

ภาพจากกองถ่ายขณะที่ ‘คริสเตียน เบล’ (Christian Bale) กำลังรับบท ‘กอร์ เดอะก็อดบุชเชอร์’ (Gorr the God Butcher)

รู้หรือไม่ : หลังจาก ‘คริสเตียน เบล’ (Christian Bale) รับบทอัศวินรัตติกาลในไตรภาค ‘The Dark Knight’ เขารู้สึกอึดอัดในการใส่ชุดแบตแมน ทำให้เขาปฏิเสธที่จะรับบทในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโรตลอดมา แต่ด้วยความประทับใจต่อตัวของผู้กำกับ ‘ไทกา ไวติติ’ (Taika Waititi) และประทับใจในคุณภาพของบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาจึงยอมที่จะกลืนน้ำลาย กลับมารับบท ‘กอร์ เดอะก็อดบุชเชอร์’ วายร้ายหลักในภาพยนตร์เรื่องนี้

ปูมหลังตำนานของ ‘Gorr the God Butcher’ นักเชือดเทพเจ้า

หน้าปกคอมิก
‘Thor: God of Thunder’ ฉบับที่ 2

‘กอร์ เดอะก็อดบุชเชอร์’ (Gorr the God Butcher) ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในหนังสือคอมิก ของ Marvel Comics ในชื่อ ‘Thor: God of Thunder’ ฉบับที่ 2 ในชื่อตอน ‘The God Butcher, Part Two of Five: Blood in the Clouds’ ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในเมื่อเดือนมกราคม 2013 เนื้อเรื่องโดย ‘เจสัน อารอน’ (Jason Aaron) วาดภาพโดย ‘อีซาด รีบิก’ (Esad Ribic)

ในเล่มนี้ กอร์จะยังไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นในฐานะวายร้ายหลัก เพราะตัวเนื้อเรื่องจะมีเฉพาะเรื่องราวที่ย้อนอดีตไปยังเรื่องราวในวัยเด็ก ปูมหลังที่เกลียดชังเทพเจ้า และที่มาที่ไปที่ทำให้กอร์กลายเป็นตัวร้ายเท่านั้น ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวการออกไล่ล่าเพื่อหวังจะสังหารเทพเจ้าธอร์ในฉบับถัดไป

เรื่องราวของกอร์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 3,000 ปีก่อน ในดวงดาวนิรนามที่เต็มไปด้วยทะเลทรายและความแห้งแล้งและไร้อารยธรรม กอร์เป็นหนึ่งในชนเผ่าเอเลียนทรงภูมิปัญญาที่อาศัยอยู่บนดวงดาวแห่งนี้ พ่อของกอร์ตายไปแล้วเนื่องจากแสงแดดแผดเผาบนดวงดาวที่ร้อนแล้ง

‘กอร์ เดอะก็อดบุชเชอร์’
(Gorr the God Butcher)

กอร์ในวัยเด็กจึงต้องอาศัยอยู่กับแม่ตามลำพัง แม่ของกอร์นั้นมีความศรัทธาในพระเจ้าอย่างแรงกล้า จึงมักจะสั่งสอนให้กอร์หมั่นสวดภาวนาอ้อนวอนต่อพระเจ้า เพื่อให้พระเจ้าประทานชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย แต่ตัวของกอร์เองกลับไม่ได้เชื่อในพระเจ้าตามประสาเด็ก

และในที่สุด ความไม่เชื่อต่อพระเจ้า ก็ขยายกลายเป็นการจุดความเกลียดชังขึ้น เมื่อกอร์และแม่ของเขาต้องเผชิญกับเสือทะเลทรายที่กำลังเข้ามาจู่โจมทั้งคู่ แม่จึงสั่งให้กอร์หนีไปให้พ้น และสั่งเสียครั้งสุดท้ายด้วยการอธิษฐานขอให้พระเจ้าช่วยคุ้มครองกอร์ต่อไป จนกระทั่งแม่ของกอร์ยอมสละชีวิต เอาตัวเข้าขวางเพื่อปกป้องกอร์จากเสือทะเลทราย จนกระทั่งตัวเองตายลงในที่สุด

กอร์ ที่บัดนี้เติบใหญ่ขึ้น ได้ไปอาศัยอยู่ร่วมกับเอเลียนเผ่าพันธ์ุเดียวกัน และมีภรรยาชื่อว่าอารา (Arra) ที่กำลังท้องแก่ แม้สภาพแวดล้อมบนดาวนิรนามในเวลานี้จะแห้งแล้งยิ่งกว่าเดิม จนต้องอาศัยกินหนอนประทังชีวิต กอร์และอาราตั้งใจว่า ลูกที่โตขึ้นจะกลายเป็นนักล่าที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับพ่อของเขา พร้อมกับอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยศรัทธาอันแรงกล้า

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ดาวนิรนามเกิดแผ่นดินไหวและพายุทราย ถ้ำที่พวกเขาอาศัยอยู่พังถล่มลง ทำให้อาราตกลงหน้าผาหิน โดยที่กอร์ไม่สามารถช่วยอะไรได้ แน่นอนว่า เขาเองก็ยังคงโทษพระเจ้าที่ไม่ยอมช่วยเหลือ

อการ์ (Agar) บุตรชายคนสุดท้าย และกอร์ผู้เป็นพ่อ อพยพเดินทางเพื่อตามหาแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ก่อนหน้านี้ น้องสาวของอการ์ ตายเพราะถูกพระอาทิตย์แผดเผา แต่ด้วยความอ่อนแรงเต็มทน สุดท้ายอการ์ก็ตายกลางทาง กอร์เสียใจ โทษโลก และโทษพระเจ้าเช่นเดิม ความแห้งแล้งทำให้เขาไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวให้ร้องไห้

กอร์ตัดสินใจฝังร่างของลูกชายไว้ใต้ก้อนหิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดจารีตประเพณีของชนเผ่า ที่ปกติแล้วต้องฝังร่างไว้ในต้นไม้ ตามความเชื่อที่ว่า หากฝังร่างไว้ใต้ต้นไม้ พระเจ้าจะรับวิญญาณของผู้นั้นขึ้นไปอยู่บนสวรรค์

กอร์ที่บ่มเพาะความเกลียดชังต่อพระเจ้า เพราะไม่ยอมคุ้มครองเขาตามที่แม่สั่งเสีย หรือแม้แต่จะสนใจคำอธิษฐานอ้อนวอนเลยแม้แต่น้อย ได้ระเบิดความรู้สึกจนกลายเป็นความเกลียดชังในพระเจ้า เขาประกาศสิ่งที่ตัวเองรู้สึกออกไปเพื่อหวังจะให้ชนเผ่ารู้สึกตาสว่าง แต่กอร์กลับถูกชนเผ่าปาหินและขับไล่ออกจากเผ่า เนื่องจากลบหลู่ในพระเจ้า กอร์หวังเพียงแต่ว่า เขาที่หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง จะได้มีโอกาสตายให้พ้น ๆ ไปสักที

กอร์ที่กำลังรู้สึกแทบจะปางตาย ได้เห็นอะไรบางอย่างหล่นลงมาจากฟากฟ้า กระทบกับพื้นทะเลทรายระเบิดออกเป็นหลุม ในที่สุดเขาก็ได้เห็นการต่อสู้ของเหล่าทวยเทพ ฝ่ายหนึ่งเป็นเทพเจ้าสวมเกราะสีทอง อีกฝ่ายคือนัลล์ (Knull) เทพเจ้าที่มีซิมไบโอต (Symbiote – เผ่าพันธ์ุเดียวกับ Venom และ Carnage) แฝงอยู่

เทพทั้งสองต่อสู้กัน เทพเจ้าเกราะทองที่เสียเปรียบ ได้ขอความช่วยเหลือจากกอร์ แต่กอร์ที่มีความโกรธแค้นต่อพระเจ้า ได้ตะโกนถามด้วยความโกรธว่า ตอนที่เขา แม่ ภรรยา และลูก ๆ ของเขาต้องอดอยาก และการที่คนรอบข้างเขาต้องตายไป ในช่วงเวลาที่เขาต้องการพระเจ้ามากที่สุด พระเจ้าอยู่ที่ไหน ?

นัลล์ได้รับรู้พลังความโกรธแค้นภายในใจของกอร์ จึงปลดปล่อยซิมไบโอตที่ชื่อว่า ‘ออลแบล็ก’ (All-Black) เข้าสิงร่างของกอร์ ก่อนที่จะแปลงมือของเขาให้กลายเป็นมีดดาบ (All-Black the Necrosword) สังหารเทพเจ้าเกราะทองจนตาย นับว่าเป็นการสังหารเทพเจ้าองค์แรกของกอร์เลยก็ว่าได้ ก่อนที่กอร์จะถูกออลแบล็กเข้าสิงร่าง ก่อนจะใช้พลังจากซิมไบโอต เหาะหนีออกไปจากดวงดาวนิรนาม เขาตั้งเป้าหมายว่า จากนี้ เขาจะสังหารเทพเจ้าทุกองค์ในจักรวาลให้สิ้นซาก ตามแนวคิดที่เขาเชื่อว่า จักรวาลที่ไม่มีพระเจ้าย่อมดีกว่า

และเพื่อให้สัมฤทธิ์ผล กอร์ยังได้วางแผนสร้างระเบิดขนาดมหึมาที่มีชื่อว่า ‘ก็อดบอมบ์’ (Godbomb) ด้วยการจับตัวชาแดร็ก (Shadrak) เทพแห่งระเบิด เพื่อบังคับให้สร้างระเบิดอานุภาพรุนแรง และเกณฑ์เทพเจ้าที่ถูกจับเป็นทาส นำมาใช้แรงงานในการสร้างระเบิดลูกนี้นานถึง 900 ปี ภายในของก็อดบอมบ์ บรรจุหัวใจและเลือดของเทพเจ้าโบราณจากในอดีตไว้ในแกนกลาง ความรุนแรงของระเบิดสามารถใช้สังหารเหล่าเทพเจ้าทั่วได้ทั้งจักรวาล และในทุก ๆ ไทม์ไลน์ ทุกช่วงเวลาได้จนหมดสิ้น

หลายพันปีต่อมา กอร์ได้เดินทางออกสังหารเทพเจ้าไปทั่วจักรวาล และยังแบ่งภาคตัวเองออกไปไล่ล่าเทพเจ้าในไทม์ไลน์อื่น ๆ แบบไม่ไว้หน้า ไม่มีปราณี และสังหารอย่างโหดร้ายทารุณ ทำให้เหล่าทวยเทพในจักรวาล และในทุกไทม์ไลน์ล้มตายเป็นจำนวนมาก ส่วนเทพเจ้าที่ยังอยู่ ต่างก็ตกอยู่ในอาการอกสั่นขวัญแขวน

แม้กอร์เองจะเคยมีประวัติการต่อสู้กับเทพโอดิน (Odin) บิดาของธอร์มาแล้ว กอร์ก็ยังกำจัดทวยเทพแห่งแอสการ์ดได้ไม่หมดเสียที กอร์จึงวางแผนว่า จะบุกไปสังหารเทพเจ้าธอร์ และจะแบ่งพลังของตัวเอง ออกไปสังหารธอร์ที่อยู่ในทุก ๆ ไทม์ไลน์ให้หมดสิ้นด้วย ทั้งธอร์ในอดีต ที่กำลังช่วยเหลือชาวไวกิงทำสงครามกลางทะเล ในเวลานั้นธอร์พลาดท่าถูกกอร์ทำร้าย จนถูกจับไปเค้นความลับเกี่ยวกับเทพเจ้า และที่ตั้งของเมืองแอสการ์ด ก่อนที่ธอร์จะใช้ขวานตัดแขนขวาของกอร์ได้สำเร็จ แต่ก็ยังเอาตัวรอดหนีไปได้

ส่วนธอร์ในปัจจุบัน หรือธอร์ หนึ่งในสมาชิกอเวนเจอร์ส (Avengers) ได้เดินทางไปช่วยเหลือชาวดาวอินดิการ์ (Indigarr) จากความแห้งแล้ง แต่ก็พบว่า พระเจ้าของดาวอินดิการ์ได้ถูกกอร์ไล่สังหารไปหมดแล้ว ก่อนที่กอร์จะลอบเข้ามาทำร้ายธอร์จนกระทั่งหลบหนีไปได้อีกครั้ง ในคราวนี้ ธอร์ได้ตระหนักว่า กอร์นั้นมีพลังอำนาจมากกว่าที่ตนเองเคยคิดไว้ เพราะสามารถข้ามไทม์ไลน์ไปสังหารเขาในอดีต และไล่สังหารเทพเจ้าทุกองค์ในจักรวาลได้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

และธอร์ในอนาคต กลายเป็นคิง ธอร์ (King Thor) ราชาแห่งแอสการ์ด ในช่วงเวลาที่เมืองล่มสลายจนไร้ผู้คน แม้จะอ่อนโรยแรงด้วยวัยชรา และแขนซ้ายขาด แต่ด้วยความแค้นในอดีต ที่ไม่สามารถกำจัดกอร์ลงได้เสียที เขาจึงตัดสินใจหยิบค้อนโยเนียร์ ออกไปสู้กับกอร์เป็นครั้งสุดท้ายแบบยอมถวายชีวิต ก่อนที่ธอร์ในอดีต และธอร์ในปัจจุบัน จะตามมาช่วยต่อสู้อีกแรง แต่สุดท้ายก็มีเพียงค้อนโยเนียร์ และร่างของธอร์ทั้งสามที่ร่วงหล่นลงผืนดิน

คิง ธอร์ ถูกกอร์จับมัดกับอุกกาบาต และเหวี่ยงออกไปนอกอวกาศแสนไกล ธอร์ในปัจจุบัน ถูกโยนลงไปในหุบเขาที่ร้อนระอุ ค้อนโยเนียร์ถูกผนึกไว้กับเหล่าเทพเจ้าเป็นตัวประกัน หากธอร์เรียกใช้ค้อน เทพเจ้าเหล่านั้นจะถูกสังหารไปด้วย ส่วนธอร์ในอดีต กอร์จับไปเพื่อหวังจะใช้เป็นตัวจุดระเบิดสุดท้ายให้กับก็อดบอมบ์ เพื่อสังหารเทพเจ้าทั้งมวลตามแผนที่กอร์ได้วางเอาไว้

ในขณะนั้นเอง ภรรยาของกอร์ ที่สร้างขึ้นจากพลังของออลแบล็ก ได้เดินทางมาหาสามีด้วยความเป็นห่วง กอร์ได้บอกกับภรรยาว่า จะเริ่มใช้ Godbomb แล้ว ทำให้ภรรยาปลาบปลื้มและชื่นชมสามีเป็นการใหญ่ถึงความสำเร็จที่กำลังจะมาถึง จนเผลอปากพูดยกย่องว่า สามีของตนเป็นดั่งเทพเจ้า นั่นจึงทำให้กอร์เกิดความโมโห จัดการสังหารภรรยาจนตายอย่างโหดเหี้ยม เพราะกอร์เชื่อว่า เขาไม่ได้เป็นเทพเจ้าของใครทั้งนั้น

กอร์นำตัวธอร์วัยหนุ่ม ไปยังแกนกลางของ Godbomb โดยหวังจะใช้เลือดของธอร์ เป็นเลือดหยดสุดท้ายที่จะเป็นประจุให้ระเบิดทำงาน ในขณะที่ธอร์ในปัจจุบันกำลังไต่หน้าผาเอาตัวรอด บุตรชายของกอร์ที่เกิดความแค้นหลังจากที่ได้ทราบความจริงว่ากอร์สังหารแม่ของเขา ได้เข้ามาช่วยเหลือ และอธิษฐานให้ธอร์จัดการกอร์ ที่บัดนี้ได้กลายเป็นปีศาจแห่งความแค้น ไม่ใช่พ่อของเขาอีกต่อไป ในขณะที่ค้อนโยเนียร์ทั้งสองที่จองจำเหล่าทวยเทพเอาไว้ ก็ได้ถูกปลดปล่อยและบินกลับไปหาเจ้านายของมัน

ธอร์วัยหนุ่ม สามารถเอาตัวรอดมาจากแกนกลางของระเบิดได้ ส่วนธอร์คนอื่น ๆ ก็ได้เดินทางพร้อมกับค้อนโยเนียร์ ส่วนทางด้านกอร์ ก็กำลังจะเริ่มการจุดระเบิดขึ้นแล้วเช่นกัน ในระหว่างนั้น คิง ธอร์ ได้เขวี้ยงโยเนียร์ไปให้กับธอร์ เขาใช้ค้อนทั้งสองรวมพลังกันเพื่อทำลาย Godbomb ในขณะที่ธอร์คนอื่น ๆ ก็ช่วยต่อสู้กับกองทัพอสูรทมิฬอยู่เช่นกัน อานุภาพของระเบิดส่งผลรุนแรงไปทั่วทุกทิศทาง

จนกระทั่งแรงระเบิดค่อย ๆ หยุดลง ธอร์ได้ใช้จังหวะดึงดูดพลังออลแบล็กจากกอร์เอามาไว้กับตัว (Necro-Thor) รวบรวมพลังและยิงโจมตีใส่กอร์ ก่อนที่ธอร์วัยหนุ่มจะใช้ขวานตัดหัวของกอร์เป็นผลสำเร็จ เหล่าเทพที่ถูกสังหาร ได้กลับไปอยู่ยังจักรวาลและไทม์ไลน์ที่จากมา ส่วนคิง ธอร์ ได้ใช้พลังเวทย์ส่งธอร์วัยหนุ่ม และธอร์ปัจจุบันกลับไปยังช่วงเวลาของตัวเองได้ในที่สุด

แม้ตัวตนของกอร์จะถูกกำจัดไปแล้ว แต่ใช่ว่ากอร์จะหายไป เพราะกอร์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับซิมไบโอตอย่างออลแบล็กไปแล้ว และยังคงยึดมั่นในการปฏิเสธพระเจ้า เคยกลับมาเข้าสิง ‘โลกิ’ (Loki) กลายเป็น ‘Loki the Necrogod’ อีกครั้ง ก่อนที่จะถูกกำจัดในคอมิก ‘King Thor’ (2019) ที่เป็นเรื่องราวที่ต่อมาจาก ‘Thor: God of Thunder’ อีกที นั่นอาจหมายความว่า ในฉบับคอมิก กอร์ในร่างของออลแบล็กอาจกลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้

ส่วนในภาพยนตร์ ณ ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยเรื่องราวว่า กอร์ เดอะก็อดบุชเชอร์ จะมีบทบาทอย่างไรในภาพยนตร์บ้าง จะมีการเพิ่มตัวร้ายเสริมเข้ามาอีกหรือไม่ และเทพเจ้าองค์ไหนบ้างที่จะกลายเป็นเหยื่อที่ถูกกอร์กำจัดไปบ้าง การมาของกอร์ อาจทำให้ธอร์ที่กำลังอยู่ในช่วงพักเพื่อค้นหาตัวเอง ตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ และหน้าที่ที่แท้จริงของพระเจ้า และเหล่าทวยเทพทั้งหลายทั้งปวงในจักรวาลก็อาจเป็นไปได้

รู้หรือไม่ : เหยื่อของกอร์รายแรกที่ปรากฏในทีเซอร์ก็คือ ‘ฟาลิการ์ เดอะ บีฮีมอธ’ (Falligar the Behemoth) เทพผู้พิทักษ์ชายขอบกาแล็กซี เพื่อนเก่าของธอร์นั่นเอง แม้พลังของฟาลิการ์จะมีมหาศาล และแข็งแกร่งขนาดที่ว่าสามารถเข้าไปต้านพลังของหลุมดำได้สบาย ๆ แต่กลับถูกกอร์สังหารลงอย่างง่ายดาย กลายเป็นที่มาของภาพที่มีธอร์ และ ‘คอร์ก’ (Korg) ยืนอยู่ตรงหน้าซากของฟาลิการ์ในทีเซอร์ ที่คล้ายคลึงกับฉบับคอมิกแบบเป๊ะ ๆ และสะท้อนให้เห็นว่า กอร์อาจไม่ใช่ตัวร้ายพื้น ๆ ที่เทพเจ้าสายฟ้าจะวัดพลังสู้ได้แต่เพียงลำพัง

พลังและความสามารถของกอร์

กอร์ในร่างปกตินั้นไม่มีพลังและความสามารถเหนือมนุษย์ แต่การที่มีซิมไบโอตอย่างออลแบล็กเข้ามาสิง ทำให้กอร์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เช่น สามารถเหาะเหินเดินอากาศ และมีพลังมากพอที่จะใช้ไล่ล่าเทพเจ้าได้ สามารถใช้พลังซิมไบโอตในการสร้างกองทัพทมิฬ อีกทั้งยังมีทักษะการต่อสู้และมีความสามารถในการใช้อาวุธอีกด้วย

อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง

The post เปิดปูมชีวิตรันทดของนักเชือดเทพเจ้า ‘กอร์ เดอะก็อดบุชเชอร์’ วายร้ายหลักสุดโหดใน ‘Thor: Love and Thunder’ appeared first on #beartai.

Credit ข่าวจาก : www.beartai.com/

Leave a Reply

Binance เผาเหรียญ BNB ประจำไตรมาสครั้งที่ 19 รวมแล้วกว่า 1.8 ล้านโทเค็น Previous post Binance เผาเหรียญ BNB ประจำไตรมาสครั้งที่ 19 รวมแล้วกว่า 1.8 ล้านโทเค็น
Amy Hennig มือเขียนบทจาก Uncharted กำลังทำเกมใหม่จาก Star Wars อยู่ Next post Amy Hennig มือเขียนบทจาก Uncharted กำลังทำเกมใหม่จาก Star Wars อยู่
Social Multiculious Forum View Stats